บทที่ 16 ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย
เซี่ยจิ่งเหิงเคยคิดว่าคำว่า ‘สอน’ ของเจียงหว่านอี๋
หมายถึงให้เขาทำทั้งหมด ส่วนนางยืนดูอยู่ข้าง ๆ
แต่ดูเหมือนครั้งนี้เขาจะคิดผิด
เด็กหญิงยืนอยู่ริมแปลงดิน มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือกำถุงเมล็ดผักกาดเอาไว้แน่น ผ้าผูกผมที่ผูกอยู่บนจุกผมสองข้างขยับตามแรงลม
ใบหน้าเล็กขาวอมชมพูเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
“แล้วอย่างไรต่อ”
เซี่ยจิ่งเหิงมองร่องดินตรงหน้า
“หว่านเมล็ดลงไป”
“ข้ารู้”
เจียงหว่านอี๋ตอบทันที
นางย่อมรู้ว่าการปลูกผักต้องเอาเมล็ดลงดิน
นางไม่ได้โง่เสียหน่อย
ปัญหาคือ ลงอย่างไรต่างหาก
เด็กหญิงก้มมองเมล็ดเล็กจิ๋วในฝ่ามือ
ก่อนหยิบขึ้นมาหนึ่งเมล็ด วางลงในร่องดินอย่างระมัดระวัง จากนั้นขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย
แล้ววางอีกเมล็ด
เซี่ยจิ่งเหิงเงียบ
ชิงเถาที่ถือถุงเมล็ดอีกสองถุงอยู่ด้านหลังก็เงียบ
เจียงหว่านอี๋วางไปได้ห้าเมล็ดจึงเงยหน้าขึ้น
“พวกเจ้ามองอะไร”
“คุณหนู”
เซี่ยจิ่งเหิงเอ่ย “หากปลูกเช่นนี้ เกรงว่ากว่าจะเต็มแปลงคงถึงยามเที่ยง”
มือเล็กหยุดค้าง
นางมองแปลงดินที่เหลืออีกยาวไกล
ก่อนก้มมองเมล็ดจำนวนมากในถุง
ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“แล้วต้องทำอย่างไร”
เซี่ยจิ่งเหิงนั่งยองลง หยิบเมล็ดขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
แล้วหว่านให้ดู การเคลื่อนไหวของเขาคล่องกว่านางมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องเคยทำมาก่อน
เจียงหว่านอี๋จ้องมือเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ทำตาม
คราวนี้เมล็ดจำนวนหนึ่งกระจายลงในร่องดินพร้อมกัน
ง่ายกว่ามาก เด็กหญิงเผลอยกมุมปาก
ลักยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มทั้งสองข้าง
แต่เพียงชั่วครู่ก็หายไป เพราะเจ้าตัวนึกขึ้นได้ว่าคนข้าง ๆ ยังยืนมองอยู่
นางจึงเชิดคางขึ้น
“เห็นหรือไม่ ข้าทำเป็นแล้ว”
เซี่ยจิ่งเหิงมองเมล็ดกองเล็ก ๆ ที่กระจุกอยู่ตรงจุดเดียว
“อืม”
เจียงหว่านอี๋หรี่ตา
เหตุใดนางจึงรู้สึกว่า ‘อืม’ ของเขาฟังดูไม่น่าไว้ใจนัก
นางก้มลงทำต่อ คราวนี้ตั้งใจมากกว่าเดิม
ทว่าเด็กหญิงที่เติบโตมาโดยไม่เคยต้องจับจอบ
จับเสียมย่อมไม่คุ้นเคยกับงานเช่นนี้
ไม่นานปลายนิ้วก็เปื้อนดิน กระโปรงตรงหัวเข่ามีรอยสกปรก แม้แต่ปลายรองเท้ายังเลอะโคลน
ชิงเถาทนดูไม่ไหว
“คุณหนู ให้บ่าวทำเถิดเจ้าค่ะ”
เจียงหว่านอี๋ก้มมองมือของตนเอง
สกปรกจริง ๆ หากเป็นเมื่อก่อน
นางคงโยนถุงเมล็ดให้ชิงเถาไปนานแล้ว
แต่คราวนี้เซี่ยจิ่งเหิงยืนอยู่ข้าง ๆ
เมื่อวานนางเป็นคนพูดเองว่าจะปลูกผัก
วันนี้หากทำได้ไม่ถึงครึ่งแปลงแล้วโยนให้สาวใช้
ต่อไปคนผู้นี้จะมองนางอย่างไร
ไม่ได้!
เสียหน้าเกินไป
“ไม่ต้อง”
นางตอบอย่างหนักแน่น แล้วก้มหน้าหว่านต่อ
เซี่ยจิ่งเหิงไม่ได้พูดอะไร
เพียงแต่หลังจากนั้น เมื่อถึงส่วนที่ต้องกลบดิน
เขากลับนั่งลงอีกด้านและเริ่มทำเงียบ ๆ
เจียงหว่านอี๋เห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว
“ข้ายังไม่ได้สั่งเจ้า”
“ข้ารู้”
“แล้วเจ้าทำทำไม”
เซี่ยจิ่งเหิงชะงักมือ ก่อนตอบเรียบ ๆ
“หากรอคุณหนูทำคนเดียว คงถึงยามอู่จริง ๆ”
“…”
เจียงหว่านอี๋รู้สึกว่าคนผู้นี้เริ่มกล้าขึ้นทุกวัน
แต่แปลกนัก นางกลับไม่ได้โกรธจริงจัง
สองคนจึงนั่งอยู่คนละด้านของแปลงดิน
คนหนึ่งหว่าน อีกคนกลบ ชิงเถายืนมองอยู่ด้านหลังทำหน้าพิกล
หลายวันก่อน หากมีผู้ใดบอกนางว่า
คุณหนูใหญ่จะนั่งเปื้อนดินอยู่ข้างเซี่ยจิ่งเหิงเช่นนี้
นางคงคิดว่าคนผู้นั้นเสียสติไปแล้ว
เมื่อทุกอย่างเสร็จ เจียงหว่านอี๋จึงลุกขึ้น
นางปัดมือสองสามครั้ง ดินไม่เพียงไม่หลุด
กลับเลอะไปถึงข้อมือ
ใบหน้าเล็กยับย่นทันที เซี่ยจิ่งเหิงมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมายื่นให้
เจียงหว่านอี๋มองผ้าผืนนั้น แล้วมองเขา
ความทรงจำบางอย่างพลันแล่นผ่านหัว
หลายปีก่อน นางเคยรังเกียจเสื้อผ้าของเขาว่าเก่า
เคยสั่งไม่ให้เขาเข้าใกล้เพราะกลัวว่าจะทำชุดของนางสกปรก
แม้แต่ของที่เขาเคยแตะ นางก็ไม่อยากรับ
เด็กหญิงนิ่งไปเพียงครู่เดียว
จากนั้นยื่นมือไปรับผ้าผืนนั้นมา
เซี่ยจิ่งเหิงมองมือนางอย่างเงียบงัน
เจียงหว่านอี๋เช็ดปลายนิ้วไปสองที
ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างระแวง
“ทำไม”
“ไม่มีอะไร”
“ข้าจะซักคืนให้”
“ไม่ต้องก็ได้”
“ใครบอกว่าข้าจะคืนเจ้า”
เซี่ยจิ่งเหิงเงียบไป เขาเริ่มไม่เข้าใจคำพูดของนาง
เจียงหว่านอี๋ยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือชิงเถา
ก่อนเชิดคางขึ้นอย่างพอใจ
“ผืนนี้เก่าแล้ว”
นางชี้นิ้วไปทางเด็กหนุ่ม
“พรุ่งนี้ข้าจะให้ผืนใหม่ เจ้าใช้ของเก่าเช่นนี้
คนอื่นเห็นจะนึกว่าจวนเจียงของข้ารังแกเจ้า”
กล่าวจบ เด็กหญิงก็หมุนตัวเดินจากไป
ผ้าผูกผมสองข้างสะบัดตามฝีเท้า
ชิงเถารีบตามหลังไปพร้อมผ้าเช็ดหน้าเปื้อนดินในมือ
เหลือเพียงเซี่ยจิ่งเหิงยืนอยู่ข้างแปลงผัก
เขามองตามแผ่นหลังเล็กนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนก้มลงมองเสื้อผ้าของตนเอง
เก่าจริงหรือ เด็กหนุ่มนิ่งคิด
แล้วเหตุใดเมื่อวานนางเพิ่งให้หนังสือ
วันนี้จึงจะให้ผ้าเช็ดหน้าอีกแล้ว
